-->
กฎ 5 ข้อสุดเจ๋ง เก็ทง่าย พูดภาษาไหนก็คล่องปร๋อใน 6 เดือน
image

      ยุคนี้ใครๆก็ฝึกพูดภาษาอังกฤษ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นภาษาบังคับในการสมัครงานหรือเรียนต่อไปแล้ว ทั้งวิธีและคอร์สเรียนก็มีให้เลือกมากมายจนไม่รู้จะเลือกอันไหนก่อน บางครั้งเราเลยรู้สึกว่าการฝึกภาษาใหม่สักภาษาหนึ่งทำไมมันยุ่งยากมีอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด ยิ่งใครที่ต้องทำงานหรือเรียนหนักการบ้านเยอะ เจอแบบนี้ไปก็เหนื่อยเอาเหมือนกัน

คนอะไร พูดได้ตั้ง 7 ภาษา

      อื้อหือ ได้ยินแบบนี้แล้วถึงกับจี๊ด เพราะในขณะที่เรากำลังฝ่าฝันกับภาษาที่ 2 อย่างยากลำบาก กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ภาษาที่ 3, 4, 5 และอื่นๆมาอย่างง่ายดาย แถมพูดได้คล่องภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือนอีกต่างหาก ถ้าใครเคยเห็นข่าวของเด็กสาววัย 4 ขวบชาวรัสเซียที่พูดได้ถึง 7 ภาษาแล้วละก็ คงจะทึ่งไม่ใช่น้อย เธอคือ Angelina Bella Devyatkina หลังจากที่ได้ไปออกรายการ Amazing People ของรัสเซีย เรื่องราวความสามารถของเธอก็โด่งดังไปทั่ว

      เบลล่าพูดได้ 7 ภาษา ซึ่งอยู่ใน 3 ตระกูลภาษาที่แตกต่างกัน คือ ตระกูลภาษาอินโด - ยูโรเปียน (รัสเซีย, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, สเปน, เยอรมัน) ตระกูลภาษาเซมิติก (อารบิก) และตระกูลภาษาไซโน - ทิเบตัน (จีน) ที่เบลล่าสามารถพูดได้หลายภาษาตั้งแต่ยังเล็กเพราะแม่ของเธอเริ่มสอนภาษาอังกฤษและรัสเซียให้ตั้งแต่ 2 ขวบและเริ่มเห็นแววทางด้านภาษาของเธอ อีกทั้งเบลล่ายังมีพี่เลี้ยงจากหลากหลายเชื้อชาติภาษา ทำให้เธอซึมซับรูปแบบประโยคและฝึกออกเสียงตามจนได้ภาษาใหม่ๆ ซึ่งต่อมาแม่ของเบลล่าก็เริ่มจัดตารางให้เธอได้ฝึกภาษากับเจ้าของภาษาต่างๆ โดยที่นักจิตวิทยาก็ออกมาสนับสนุนว่าการจัดเวลาให้เด็กๆได้เรียนรู้ภาษาเสมือนกับการเล่นเกม เด็กจะได้อะไรเยอะมากและไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเรียนอยู่ด้วยซ้ำ

      เนื่องจากช่วงวัยที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่ๆได้ดีที่สุดคือตั้งแต่ 2 - 6 ขวบ แต่ถ้าเราเลยวัยนี้ (แถมเกินกว่าจะใช้คำว่าขวบมาไกลแล้ว) เราจะใช้เวลาเรียนรู้ภาษาใหม่ๆช้ากว่าเด็กๆหลายเท่าตัวหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งจากเวทีทอล์กระดับโลกอย่าง TED Talk ที่ไปค้นหาคำตอบมาแล้วว่า ต่อให้อายุเท่าไหร่ แต่ถ้าใช้กฎ 5 ข้อนี้ รับรองว่าสามารถพูดภาษาไหนก็ได้ภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือนแน่นอน

จะเรียนเรื่องไหนก็ใช้หลักนี้แหล่ะ

      เราเคยเห็นคนที่เรียนอะไรสักเรื่องนึง แล้วแป๊บเดียวก็รู้เรื่องภายในเวลาไม่นานมั้ย ความจริงพวกเขาใช้หลักการง่ายๆที่เมื่อฝึกบ่อยๆเป็นประจำทำให้พวกเขากลายเป็นคนเรียนรู้อะไรได้รวดเร็วโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง Chris Lonsdale เคยอธิบายไว้ในงาน TED Talk ที่มหาวิทยาลัย Lingnan ถึงหลักการนี้ว่า เมื่อเรารับรู้เรื่องราวใหม่ๆและเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องนั้น เราเริ่มค้นหาความหมายหรือรายละเอียดของมัน แล้วพยายามเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆจนเราจดจำเรื่องเหล่านั้นได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับความรู้สึกหรือทำให้เราอินมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งจดจำ

image

      ยกตัวอย่างเช่น เราไปเที่ยวสถานที่ใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย เราเห็นป้ายที่มีสัญลักษณ์แปลกๆป้ายหนึ่ง แล้วถ้าเราเกิดเอะใจว่าป้ายนี้หมายถึงอะไร (สนใจ) เมื่อเราถ่ายรูปป้ายและเริ่มค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ (หาความหมาย) จนเรารู้แล้วว่ามันคือป้ายที่ปรับคนทิ้งขยะบนทางเท้าเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้เรานึกถึงเจ้าถุงขนมที่ทิ้งไม่ลงถังตรงทางเท้าเมื่อครู่ (เชื่อมโยง) เราเลยรีบวิ่งกลับไปแล้วทิ้งมันให้ลงถัง จากนั้นเราก็ระวังไม่ทำขยะหล่นตรงทางเท้าอีก เพราะเห็นป้ายนั้นแล้วหลอนมาก (จดจำ) หลักการนี้ก็ใช้กับการฝึกภาษาได้เช่นกัน โดยกฎข้อแรกคือ

1.ลองผิดพลาดดูบ้าง

      บางครั้งเราจะไม่ได้เริ่มอะไรเลย ถ้าไม่ออกไปลองผิดลองถูกเพราะมัวแต่กลัวจะผิดแล้วขายหน้า แต่ Scott Young และ Vat Jaiswal ได้พูดในงาน TED Talk ที่ EastSidePrep ให้เห็นความสำคัญของการลองพูดออกไปก่อน จะผิดจะถูกก็ช่าง เพราะนั่นคือการเปิดประตูบานแรกที่จะทำให้เราเรียนรู้ได้ไวขึ้นหลายเท่าตัว แถมยังทำให้เราเป็นคนไม่กลัวการผิดพลาดด้วย เช่น เราอาจจะลองออกเสียงตามบทพูดของตัวละครในหนังหรือซีรีย์ที่เราชอบดู หรือเลียนเสียงตามบทสนทนาของเจ้าของภาษานั้นๆ ฝึกพูดบ่อยๆเราจะจับสำเนียงและรู้วิธีการออกเสียงได้ง่ายขึ้น

2.พยายามจับความหมายให้ได้ก่อน

      เมื่อเราเริ่มเข้าใจคำพูด สีหน้าท่าทาง ของคนพูดไม่ว่าจะจากในหนัง ในคลิปวิดิโอบนโลกออนไลน์หรือแม้แต่คู่สนทนาของเราเอง อย่าง Chris ก็เริ่มจับความหมายภาษาจีนได้จากการนั่งคุยกับชาวจีนบนรถไฟเพียงคืนเดียว โดยเทคนิคของเขาคือฟังให้มากๆ และสังเกตสีหน้าภาษากายของอีกฝ่ายเวลาพูด เราจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำๆนั้นโดยไม่รู้ตัว จริงๆเทคนิคนี้ก็คล้ายกับที่แม่สอนลูก โดยแม่จะพูดคำๆนึงซ้ำๆ และทำท่าทางให้ดูจนกว่าลูกจะเข้าใจและพูดตามได้ ทำให้ลูกเข้าใจภาษานั้นได้โดยธรรมชาติ

3.หาคู่หูฝึกภาษา

      คู่หูนี้จะเป็นคนที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้เราฝึกพูดภาษาใหม่ๆได้แบบไม่อาย ไม่อึดอัด ต่อให้เราพูดผิดก็ไม่ดุหรือไม่บอกทันทีว่าเราพูดผิด แต่เสนอคำที่ดีกว่าและถูกต้องมากกว่าให้เรา เหมือนกับเด็กเล็กที่กำลังฝึกพูด ไม่ว่าจะอ้อแอ้แค่ไหนพ่อแม่ก็เข้าใจ คนๆนี้อาจจะเป็นพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อน ที่เราสบายใจจะฝึกพูดด้วย ถ้าใครจะหาเพื่อนชาวต่างชาติก็ได้เช่นกัน เพราะในยุคออนไลน์ทำให้การมีเพื่อนแบบไร้พรมแดนเป็นเรื่องที่ง่ายไปเลย เทคนิคที่สำคัญคือระหว่างการฝึกพูด ต้องไม่ใช้ภาษาไทยช่วย แล้วเราจะได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

4.ฝึกรัวๆ

      กฎข้อนี้ไม่ได้ให้เราฝึกพูดเร็วๆนะ แต่หมายถึงให้ฝึกซ้ำๆ ใช้กล้ามเนื้อใบหน้าขยับปากไปเลยให้เต็มที่ เพราะยิ่งเราฝึกออกเสียงตามคำและประโยคมากเท่าไหร่ ภาษานั้นก็จะเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราจะสามารถพูดได้โดยที่ไม่เขินและไหลลื่นขึ้นใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา เหมือนกับ Scott และ Vat ที่บินไปอยู่ประเทศที่เขาจะฝึกภาษาเป็นเวลา 3 เดือน แล้วพูดแต่ภาษานั้นตลอด 3 เดือนโดยไม่ใช้ภาษาอังกฤษช่วย ผลก็คือสัปดาห์แรกพวกเขาแทบจะพูดไม่ได้เลย แต่พอสัปดาห์ที่ 12 ทั้งคู่ก็ยังทึ่งกับความคล่องปร๋อที่เป็นไปเองและพูดได้เนียนราวกับเป็นเจ้าของภาษานั้น

image
image
image
image

เพื่อนๆสามารถเข้าไปดูคลิปเต็มๆของทั้งสองคนได้ที่วิดิโอด้านล่างนี้เลย อย่าลืมเปิดเสียงแล้วฟังสำเนียงของสองคนนี้ บอกเลยว่าเนียนมาก เห็นความแตกต่างชัดสุดๆ

One Simple Method to Learn Any Language

5.หาคู่บัดดี้คุยภาษาลับ

      กฎข้อนี้อาจจะคล้ายกับข้อ 3 แต่ต่างกันที่คู่หูในข้อนี้คือคนที่มีทักษะภาษาใกล้เคียงกับเราและพร้อมจะคุยกับเราเป็นภาษาใหม่ที่ทั้งคู่สามารถพูดร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ จีน ฝรั่งเศสก็ตาม โดย Sid Efromovich ได้แชร์ไว้ในงาน TED Talk ที่ UpperEastSide ว่าตัวเขาก็พูดได้ 7 ภาษาและกฎที่เขาใช้คือเขาหาเพื่อนร่วมงานหนึ่งคนที่ทักษะภาษาพอๆกับเขา แถมพูดได้ 7 ภาษาพอๆกับเขาอีก (บังเอิญอะไรขนาดนั้น) แล้วทุกครั้งที่เจอกันในที่ทำงานก็จะคุยภาษาเยอรมันกัน เพราะทั้งออฟฟิศคุยแต่ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส คนอื่นๆก็จะไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนคุยอะไรกัน เหมือนมีภาษาลับเลย แล้วได้ฝึกไปในตัวด้วย อีกเทคนิค ที่เขาใช้เป็นประจำคือ จดบันทึกการออกเสียงคำศัพท์ใหม่ๆ ในวิธีที่ตัวเราเข้าใจ แล้วเอามาฝึกออกเสียงบ่อยๆซ้ำๆ แม้กระทั่งตอนอาบน้ำ เราจะชินไปโดยอัตโนมัติ

เพราะเขาไปอยู่ต่างประเทศรึเปล่าเลยพูดได้อ่ะเธอ

      จริงอยู่ที่วิทยากรทั้งหมดได้ภาษาใหม่ๆจากการไปอยู่ในประเทศนั้นๆเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีสภาพแวดล้อมบังคับว่ามีแต่คนที่พูดภาษานั้น แต่ก็มีข้อเว้นอย่าง Sid ที่ฝึกภาษากับคนใกล้ตัวที่เขาพบเจอโดยไม่ได้ไปถึงประเทศนั้นๆ แล้วถ้าเราฟังวิทยากรทั้ง 4 คน ทุกคนจะแนะนำกฎฝึกกับคู่หูหมดและสามารถหาจากคนใกล้ตัวหรือในออนไลน์ก็ได้ โดยเฉพาะ Scott ที่ย้ำว่าการไปอยู่ต่างประเทศก็ไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป เพราะมีคนอเมริกันที่ไปใช้ชีวิตในเกาหลีเกือบ 20 ปี แต่ก็พูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลยสักนิด ซึ่งเกิดจากการที่เขาไม่ยอมใช้ภาษาอื่นใดนอกจากภาษาของเขาเอง

      ข้อนี้ทำให้เห็นว่า คนเราสามารถฝึกภาษาที่ไหนก็ได้แม้แต่ในห้องนอนของเรา เพียงแค่เราพร้อมจะเปิดรับภาษาใหม่ๆ กล้าลองผิดลองถูก ฝึกใช้ภาษาบ่อยๆทุกๆวันจนเราไม่เขินอายกับมัน ฝึกพูดกับเพื่อนหรือคนที่ใช้ภาษานั้นๆดู เราจะหายกลัวการฝึกภาษาใหม่ๆ แล้วภายใน 3 - 6 เดือนภาษานั้นจะกลายเป็นเรื่องที่สนุกสุดๆ ซึ่งถ้าใครงบถึงจะบินไปลองภาษาที่ต่างประเทศก็เต็มที่ได้เลย Speed English ขอสนับสนุน เราอยากให้ทุกคนสนุกกับการพัฒนาภาษา เพราะภาษาคือพลังที่จะเปิดประตูสู่โอกาสอันน่ามหัศจรรย์อีกมาก อย่าปล่อยให้มันผ่านไป

บทความอื่นๆ

Copyright © 2015 quality . All Rights Reserved . Design by W3layouts